หัวใจหลักพื้นฐานของผิวขาวใสคือการมีผิวที่สุขภาพดี

ถึงแดดประเทศไทยจะร้อนแรงขนาดไหน แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าผิวที่ดูขาวกระจ่างใสนั้นเป็นเทรนด์ที่นิยมตลอดกาลสำหรับประเทศไทยจริงๆ การมีผิวขาวใสดูอ่อนเยาว์นอกจากจะทำให้น่ามองแล้วยังทำให้สาวๆมีความมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก ก็แน่นอนความสวยงามไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าจะเลือกเสื้อผ้าให้เข้าชุดกันก็ง่าย การเป็นจุดดึงดูดความสนใจต่อเพศตรงข้าม รวมถึงการสร้างความประทับใจแรกพบต่อการสมัครงานด้วย ทั้งที่แดดบ้านเราก็พร้อมจะแผดเผาให้ผิวไหม้เกรียมได้ตลอดเวลา แต่การดูแลผิวให้ขาวใสนั้นไม่ยากเลยค่ะ ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและสามารถปฏิบัติได้ทุกวัน

ผิวขาว คือ ?
สีผิวของคนเรามีหลากหลายเฉดสีแตกต่างกันไป ปัจจัยหลักๆ คือ เชื้อชาติและพันธุกรรม ซึ่งในแต่ละ ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมรอบตัว ต่างมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสีผิวทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทยแล้วโดยทั่วไปมีผิวเหลือง ไม่ได้เรียกว่าดำอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นส่วนผสมระหว่าง สีน้ำตาลกับสีขาวมากกว่า จะเรียกว่า ‘ผิวสีแทน’ หรือ ‘สีน้ำผึ้ง’ ก็ได้ ทั้งนี้สีผิวจะอ่อนหรือเข้มส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่อยู่อาศัยและการดูแลตัวเองด้วย

แต่ก่อนจะพูดเรื่องวิธีที่ช่วยให้ผิวขาว มาทำความเข้าใจเรื่องสีผิวกันก่อนดีกว่า
สีผิวของคนเราถูกกำหนดด้วยจำนวน “เมลานิน” ยิ่งมีมากผิวก็ยิ่งเข้มมาก เมลานินคือเม็ดสีที่สร้างโดยเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “เมลาโนไซต์” ซึ่งอยู่ในชั้นหนังกำพร้าอีกที เมลาโนไซต์ไม่ได้อยู่แค่ในผิวเท่านั้น แต่ยังอยู่ในเส้นผม เส้นขนและดวงตาด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากสีผิวแล้ว ผม ขนและสีของดวงตาก็จะมีเฉดสีที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน เมื่อจำนวนเมลานินมีผลต่อความเข้มของสีผิว ดังนั้นการจะมีผิวขาวได้จะต้องมีเม็ดสีผิวน้อยมาตั้งแต่แรกหรือทำให้เม็ดสีลดจำนวนลงในภายหลังนั่นเอง ถึงแม้ปัจจัยหลักที่มีผลต่อจำนวนเม็ดสีเมลานินคือเชื้อชาติและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็มีปัจจัยภายนอกจากสภาพแวดล้อมหลายอย่างที่ส่งผลต่อการผลิตเมลานินด้วยเช่นเดียวกัน เช่น แสงแดด ฮอร์โมน การได้รับสารเคมีบางชนิด เป็นต้น เพราะฉะนั้นต่อให้ผิวขาวหรือผิวเข้มมาตั้งแต่แรก มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้แบบอัตโนมัติเมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการผลิตเม็ดสีผิว เช่น ผิวขาว แต่ตากแดดนานๆก็ผิวเข้มขึ้นได้ เป็นต้น

ผิวคล้ำจากกรรมพันธุ์ สามารถขาวขึ้นได้ไหม ?
สีผิวของคนเรานั้น ถูกกำหนดมาจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะ “ เชื้อชาติ และ กรรมพันธุ์ ” ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรก ลงลึกถึงในระดับ DNA จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การดูแลฟื้นฟูผิวนั้น สามารถทำให้ขาวกระจ่างใสขึ้นได้จริง แต่ทำได้แค่ในระดับที่ ‘ ไม่ฝืนธรรมชาติ ’ เท่านั้น
หากอยากรู้ว่าตัวเองขาวได้มากที่สุดแค่ไหน ให้ลองตรวจสอบดูใต้จากผิวใต้ร่มผ้าที่ขาวที่สุด เช่น ขาอ่อน หน้าท้อง ท้องแขน เป็นต้น

“ หัวใจหลักพื้นฐานของผิวขาวใสคือการมีผิวที่สุขภาพดี ”

ปัจจัยที่ทำให้ผิวคล้ำ ดำ เสีย ?

ปัญหาผิวหมองคล้ำนับเป็นปัญหาที่กวนใจคนรักผิวมากๆ แต่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวคล้ำลงเลยก็ทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อสีผิวมีหลายประการ ดังนี้

1. แสงแดด
จัดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวดำคล้ำเลยก็ว่าได้ ถึงแม้แดดช่วงเช้าจะมีวิตามินดี ได้รับแล้วดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่แดดเมืองไทยแรงมาก แค่ช่วงสายๆก็ร้อนตับแตกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงช่วงเที่ยงหรือบ่ายเลยว่าแดดจะแรงมากแค่ไหน เชื่อว่าถ้าออกจากบ้านไปกันโดยปราศจากการทาครีมกันแดดหรือเสื้อแขนยาวแล้วละก็ ต้องมีผิวไหม้กันบ้างอย่างแน่นอน เมื่อตากแดดเป็นเวลานานผิวจะคล้ำลง สีผิวไม่สม่ำเสมอ นั่นก็เพราะว่าผิวเรามีกลไกการป้องกันตัวเองจากแสงแดด โดยจะสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมาเพื่อไม่ให้แดดทำร้ายลึกลงไปใต้ผิวหนัง นอกจากผลกระทบทางตรงอย่างผิวคล้ำลงแล้ว แสงแดดยังน่ากลัวกว่านั้นมาก เพราะรังสียูวีในแสงแดดเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ด้วย แถมยังทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ง่ายต่อการเกิดริ้วรอย เพิ่มโอกาสในการเป็นสิวหรือหากเป็นสิวอยู่ก่อนแล้วเจอแดดแรงๆ สิวอาจจะเห่อยิ่งกว่าเดิมได้เลยทีเดียว

2. สภาพอากาศ
หากต้องอาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งหรือหนาวเย็น ผิวจะขาดความชุ่มชื่นได้ง่าย ทำให้ผิวแลดูมองคล้ำได้ถึงแม้จะไม่โดนแดดก็ตาม นอกจากผิวคล้ำแล้วอาจจะยังมีปัญหาผิวอื่นๆตามมาอีกด้วย เช่น ผิวแห้งลอกเป็นขุย ผื่นคันอักเสบ ผิวแตกลาย เป็นต้น ปัญหาผิวในกลุ่มนี้พบได้บ่อยกับชาวออฟฟิศที่ต้องทำงานในห้องปรับอากาศเป็นประจำ

3. เครียด
ความเครียดส่งผลกระทบต่อผิวมากกว่าที่คิด ลองสังเกตดูช่วงไหนที่ทำงานหนักหรือประสบกับปัญหาชีวิตเยอะ ผิวหน้ามักจะหมองคล้ำไม่สดใส แถมอาจจะมีสิวมาเยือนเป็นระยะๆด้วย สาเหตุนั้นมาจากเวลาเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากกว่าปกติ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมน้ำมันที่ผิวหนังทำงานมากขึ้น หน้าจะมัน ทำให้เป็นสิวได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

4. พักผ่อนน้อย
ถ้าพูดเรื่องการพักผ่อนที่เพียงพอส่งผลดีต่อทุกระบบในร่างกาย รวมไปถึงผิวพรรณด้วย เพราะผิวจะได้มีเวลาฟื้นฟูซ่อมแซมตัวเอง ดังนั้นหากนอนน้อย ผลลัพธ์จะออกมาตรงกันข้ามกัน ผิวจะดูหมองคล้ำ ทรุดโทรม รวมทั้งดูแก่กว่าวัยอีกด้วย

5. ดื่มน้ำน้อย
น้ำมีความสำคัญกับผิวมาก เพราะช่วยกักเก็บความชุ่มชื่น หากดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ผิวจะเนียนนุ่มชุ่มชื่น ดูฟู อิ่มน้ำ หากดื่มน้ำน้อย ผิวจะแห้งไม่สดใส แลดูหมองคล้ำ

6. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว
ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ครีม โลชั่นรวมไปถึงสกินแคร์ประเภทต่างๆ บางครั้งมีส่วนของสารเคมีที่ไม่เหมาะกับผิว เช่น น้ำหอม สี แอลกอฮอล์ สารกันเสีย เป็นต้น ใช้แล้วอาจทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำหรือระคายเคืองได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางชนิดยังมีส่วนผสมจากสารเคมีต้องห้ามด้วย เช่น ปรอท สเตียรอยด์ ไฮโดรควิโนน น้ำยากัดผิวขาว เป็นต้น ในตอนแรกที่ใช้ผิวอาจจะขาวขึ้นจริง แต่จะขาวแบบผิดธรรมชาติ หลังจากหยุดใช้ ผิวมักจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ผิวหมองคล้ำ เป็นสิวหนักหรือผิวอาจแตกลายได้เหมือนตอนตั้งครรภ์เลยทีเดียว

7. สูบบุหรี่
ควันบุหรี่ลดปริมาณออกซิเจนในผิว ทั้งยังทำลายความยืดหยุ่นของผิวด้วย คนที่สูบบุหรี่บ่อย ผิวจะหมองคล้ำ มีริ้วรอยได้ง่าย ดูแก่กว่าวัย นอกจากนี้ยังทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ไม่ดี ผิวจะขาดความสดใส ไม่เปล่งปลั่ง การดูดซึมวิตามินเอลดลง ทำให้ผิวหยาบและแห้งกร้าน

8. อายุ
ผิวคนเราสามารถเสื่อมถอยลงได้ตามอายุไม่ต่างอะไรจากอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ผิวจะแห้งได้ง่าย ริ้วรอยจะเพิ่มขึ้นตามวัย ขาดความกระชับ มีฝ้ากระและจุดด่างดำเพิ่มมากขึ้น

9. เซลล์ผิวผลัดตัวช้า
โดยปกติแล้วเซลล์ผิวของคนเราจะตายและเกิดใหม่ในทุกๆวัน การผลัดเซลล์ผิวจะมีวงจรประมาณ 28 วัน แต่ถ้าใครมีอัตราการผลัดเซลล์ผิวที่ช้ากว่านี้ สีผิวจะไม่ค่อยสม่ำเสมอ ดูคล้ำไม่สดใส แถมผิวยังแห้งกร้านได้ง่ายด้วย

ดูแลผิวให้ ‘ ขาวใส ’ ด้วยตัวเองอย่างธรรมชาติ

ผิวดี เริ่มต้นที่อาหาร
ถ้าอยากขาวกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอก ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว จำพวกวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน เบต้าแคโรทีน ไบโอฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งหาได้ง่ายจาก ปลาทะเล ผักสด ส้ม แครอท แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ และผลไม้สด ซึ่ง ‘ วิตามินซี ’ จะช่วยให้ผิวของเราดูขาวกระจ่างใสขึ้นกว่าเดิม ส่วน ‘ วิตามินอี ’ นั้นจะช่วยให้ผิวของเราดูชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน ทำให้ผิวดูสวยใส ไม่ใช่ขาว แต่ไม่มีออร่า และที่สำคัญคือ การทานผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น เมื่อขับของเสียออกไปได้แล้ว ผิวของเราจะค่อยๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติตามมานั่นเอง

ทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ
ผิวก็เหมือนกันอวัยวะอื่นของร่างกาย ที่จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่อยู่เป็นประจำเช่นเดียวกัน แต่เราก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ถ้าต้องการผิวขาวกระจ่างใส ควรเลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารบำรุงช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามินบีสามหรือไนอาซินาไมด์ วิตามินซี วิตามินอี โคเอนไซม์คิวเท็น อัลฟาอาร์บูติน สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ โดยใช้ปริมาณที่มากพอสำหรับพื้นที่ผิวแต่ละส่วน เพื่อการดูดซับสารบำรุงแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แต่เราไม่ควรทาครีมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวในเวลากลางวัน ตัวอย่างเช่น กรดผลไม้หรือที่เรียกกันว่า AHA เนื่องจากจะทำให้ผิวไวต่อแสงแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การหลับพักผ่อนเป็นเหตุผลหลักๆของผิวสุขภาพดี เพราะตอนที่เราหลับร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการนอน คือตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไปจนถึงถึง ตี 5 ต้องนอนให้ได้อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมง การนอนน้อยนอกจากจะขัดขวางการฟื้นฟูซ่อมแซมตัวเองของผิว ที่ทำให้โทรม หน้าหมองคล้ำ หน้าแก่เร็วแล้ว ยังจะส่งผลต่อด้านสุขภาพร่างกาย อาจเพิ่มโอกาสในการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยอื่นๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ คือ ปัจจัยสำคัญพื้นฐานของการมีผิวพรรณที่แข็งแรง

ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
น้ำเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญๆของร่างกาย และยังส่งผลต่อผิวพรรณของเราด้วย การดื่มน้ำช่วยสร้างผิวขาวใสอมชมพูให้เราได้ ถึงแม้ว่าเรานั้นจะดำแค่ไหนหรือว่าผิวแทน แต่หากมีการดื่มน้ำเยอะๆ ถึงผิวจะแทนก็แทนเนียนละเอียด ผิวไม่แห้งและก็ผิวนุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย

เทคนิคการดูแลตัวเองนั้นก็ไม่ยากเพียงแค่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วเป็นอย่างต่ำหรือราวๆวันละ 2 ลิตรต่อวันก็ช่วยเรื่องผิวสวยขาวกระจ่างใสได้แล้ว สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอและปริมาณ ยิ่งดื่มน้ำเยอะมากเท่าไหร่ยิ่งดีต่อร่างกาย ในช่วงแรกๆนั้นอาจจะปัสสาวะบ่อยผิดปกติ แต่เมื่อร่างกายได้รับน้ำเยอะๆก็จะเป็นปกติไม่มีการปัสสาวะบ่อยๆมากเกินไป พอร่างกายปรับตัว อาการปัสสาวะถี่ก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นการสร้างผิวพรรณที่ดี และเติมเต็มน้ำให้กับร่างกาย น้ำนั้นยังต้องนำมาเลี้ยงสมองอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วน้ำจึงจำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญๆในการนำไปเลี้ยงสมองด้วย ดังนั้นเราจะต้องดื่มน้ำเยอะๆ ถ้าอยากจะมีผิวดี สุขภาพแข็งแรงและใช้งานสมองได้เยอะๆ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เรามักสังเกตเห็นว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะดูหนุ่มสาวและมีผิวที่ใสดูอ่อนกว่าวัยมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะว่าการออกกำลังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น เร่งผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ขับเหงื่อและสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาด้วย ผิวจึงดูแข็งแรงอมชมพู ดูมีเลือดฝาด ขาวใส เปล่งปลั่ง เป็นสิวน้อย เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ช้า ดูอ่อนเยาว์ แถมยังอารมณ์ดีและได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยลองสังเกตตัวเองง่ายๆ เมื่อออกกำลังกายจนอุณหภูมิในตัวสูงขึ้นและมีเหงื่อออก เราจะสามารถขัดขี้ไคลตามแขนขาได้ง่ายนั่นเอง

ขัดผิวอาทิตย์ละครั้ง
การขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปช่วยเผยผิวใหม่ที่ดูขาวใสกว่าเดิม แต่การขัดผิวไม่จำเป็นต้องทำบ่อยๆเพราะจะรบกวนผิวหน้ามากเกินไปควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งด้วยผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น มะขาม มะนาว ขัดอย่างเบามือแล้วล้างออกให้สะอาด

ไม่ควรนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และควันพิษต่างๆ เท่าที่จะทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นผลร้ายที่จะทำอันตรายให้ผิวเราคล้ำเสียแลดูไม่ขาวใสอย่างที่ควรจะเป็น รวมไปถึงอาหารเสริมเร่งผิวขาวบางประเภทที่เป็นสารเคมีเช่นกัน นอกจากจะไม่ช่วยเรื่องผิวแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวด้วย

เคล็ดลับทำให้ผิวขาวใสด้วยวิธีต่างๆ
นอกจากการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติที่กล่าวถึงไปด้านบนแล้ว ยังสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ด้วยตัวช่วยอื่นๆดังนี้
• วิตามินซี
หากต้องการจะทานอาหารเสริมสักชนิดหนึ่งเพื่อให้มีผิวขาว วิตามินซีคือตัวเลือกที่เหมาะสมและได้ผลดีที่สุด วิตามินซีอาจไม่ได้ทำผิวขาวขึ้นโดยตรง แต่มันช่วยทำให้ผิวแข็งแรง นุ่มลื่น เรียบเนียนและกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น จุดด่างดำจะจางลง สีผิวสม่ำเสมอ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้ดี

• คอลลาเจน
โดยปกติคนเรามีคอลลาเจนใต้ผิวหนังกันอยู่แล้ว มันเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดน้อยลงจนทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ริ้วรอยก็จะเริ่มเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการเติมคอลลาเจนให้ผิวจึงทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงกระชับมากขึ้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้ อย่างไรก็ตามคอลลาเจนไม่จำเป็นต้องได้จากอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เพราะว่ามันพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น ปลาทะเล น้ำซุปต้มกระดูก เยลลี่ เป็นต้น

• การทำให้ผิวขาวด้วยกลูต้าไธโอน
เชื่อว่าคนที่อยากมีผิวขาวส่วนมากต้องเคยได้ยินคำว่ากลูต้าไธโอนกันมาก่อนอย่างแน่นอน กลูต้าไธโอนถูกนำมาใช้หลายวิธี ทั้งยาฉีด อาหารเสริม โลชั่นบำรุงผิวรวมไปถึงสบู่อาบน้ำด้วย ถามว่าได้ผลในเรื่องของผิวขาวจริงหรือไม่? คำตอบคือ ได้ผลจริงในกรณีฉีด เพราะมีการนำกลูต้าไธโอนมาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็ง ผลข้างเคียงคือทำให้ผิวขาวขึ้นนั่นเอง ที่จริงแล้วกลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ช่วยให้ตับทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็อย่างที่เห็นกลูต้าไธโอนไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ผิวขาว นั่นเป็นเพียงผลข้างเคียงเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้โดยเฉพาะการฉีด เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลการศึกษามากเพียงพอถึงความปลอดภัยหรือผลข้างเคียง ยากลูต้าไธโอนที่ใช้ฉีดก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นคลินิกที่รับฉีดในตอนนี้จึงผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้นและเมื่อมันผิดกฎหมาย ความเสี่ยงจึงมีหลายประการตั้งแต่ขนาดยา วิธีการฉีดไปจนถึงความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้ฉีดกันเลยทีเดียว ส่วนวิธีการใช้แบบอื่นๆนั้นแทบจะไม่ได้ผลเลยไม่ว่าจะทา อาบหรือทานก็ตาม เพราะมันถูกทำลายตั้งแต่อยู่ในกระเพาะอาหารแล้ว หากอยากทานอาหารเสริมอะไรแนะนำให้ทานวิตามินซีดีที่สุด นอกจากนี้อาหารเสริมประเภทกลูต้าไธโอนที่วางขายในท้องตลาดส่วนมากจะปลอมทั้งสิ้น หากไม่เชื่อจะลองนำเลขทะเบียนไปตรวจสอบดูก็ได้ สรุปว่าไม่แนะนำให้ใช้กลูต้าไธโอนมาช่วยในเรื่องผิวขาวไม่ว่าวิธีใดก็ตาม เพราะนอกจากจะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้วอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อีกด้วย

• เลเซอร์ผิวขาว
เป็นเทคโนโลยีความงามที่จะช่วยให้ผิวที่หมองคล้ำกลับมาขาวใสขึ้นได้ วิธีการคือใช้แสงเลเซอร์ยิงไปที่ผิวหนังเพื่อทำลายเม็ดสีเมลานิน สีผิวจึงอ่อนลง ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจได้ผลแต่บางคนก็ไม่ได้ หลังเลเซอร์ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยเพราะผิวที่เสียหายจากการทำเลเซอร์จะไวต่อแดดมากกว่าปกติ ถ้าตากแดดในช่วงนี้ผิวจะหมองคล้ำได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตามวิธีนี้ทำให้ผิวขาวได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น

วิธีปกป้องผิวให้ขาวใสอยู่ตลอด
หากอยากมีผิวขาวใสการบำรุงเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะแดดประเทศไทยช่างแรงซะเหลือเกิน ดังนั้นต้องป้องกันผิว ควบคู่ไปกับการบำรุง มีวิธีง่ายๆดังนี้

ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน
ในเมื่อบ้านเราเป็นเมืองร้อนและยากที่จะหลบเลี่ยงแล้ว ครีมกันแดดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันรังสียูวีมาทำลายผิวเราให้คล้ำเสีย ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ค่า PA+++ และมีส่วนผสมของสารกันแดดที่เสถียรพอสมควรด้วย ครีมกันแดดนั้นถึงจะมีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี เช่น สารไททาเนียมไดออกไซด์ ซิงค์ออกไซด์ โดยทาซ้ำทุกชั่วโมงเมื่ออยู่ในที่ที่มีแดดจัดหรือว่ามีเหงื่อออกจำนวนมาก จะช่วยให้ผิวเราไม่ไหม้และดูแก่ก่อนวัย

หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด
การใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ที่ปกปิดร่างกาย กางร่มกันแดด หรือแม้แต่ การเดินหลบแสงแดดตามใต้อาคาร ถือเป็นการปกป้องผิวจากแสงแดดทีดีอีกหนึ่งวิธี คุณอาจจะอึดอัดกับเสื้อผ้าสักหน่อยแต่เชื่อเถอะว่า ‘ คุ้มค่าไม่น้อยทีเดียว ’ กับผิวที่จะขาวใสขึ้น เนื่องจากรังสียูวีเป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิวเราได้รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น. ของบ้านเรานั้น มีค่ารังสียูวีสูงที่สุดหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น ที่สำคัญคือ การใส่เสื้อ หรือกางเกงขายาว ยังช่วยให้ผิวของคุณไม่ต้องรับความร้อนจากแดดโดยตรง ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการผิวไหม้จากแดด และมะเร็งผิวหนังลงได้ไม่น้อยทีเดียว